Holistic Wellness2

Holistic Wellness (2)

สุขภาพดี ใจสร้างได้

(บทความนี้ย่อและสรุปจากหนังสือชื่อเดียวกันนี้เลย
โดยคุณมนตรี ภู่มี)

  

  สมดุลที่ขัดกับหลักเหตุผล

  • เราจะไม่เจ็บปวดมาก ถ้าไม่เคยรู้สึกสบายมาก่อน
  • โรคเรื้อรังคือการเสียสมดุลไป จนมีการปรับตัวที่ผิดวิธีจนสมดุลเสียไปอย่างถาวร
  • คนที่หลบเลี่ยงปัญหาเก่ง ยิ่งเกิดวงจรเลวร้ายได้มากขึ้น
  • หยางเกิน ต้องลดหยาง ไม่ใช่ไปเพิ่มหยิน

เหนือกว่าชีวเคมี

  • วัตถุทุกชนิดในจักรวาลนี้ ทั้งที่มีและไม่มีชีวิตจิตใจ สามารถแสดงตัวออกมาได้ใน 2 ลักษณะ คือ
    แง่ที่เป็นสสาร และแง่ที่เป็นพลังงาน
  • วิทยาศาสตร์มองร่างกาย ระบบประสาท กระแสประสาท เซลล์ เป็นระบบสารเคมี
  • แล้วทำไมยาเดียวกันรักษาได้ผลต่างกันในบุคคลต่างกัน เวลาต่างกัน สถานที่ต่างกัน
  • ตะวันตก – คนไข้ = รถ , หมอ = ช่างซ่อมรถ , โรงพยาบาล = อู่ซ่อมรถ
  • ตะวันออก – คนไข้ = สิ่งมีชีวิตที่มีพลังในตัวเอง
  • อาการป่วยเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า
    คนไข้มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ขัดกับหลักธรรมชาติ จนชี่ไหลเวียนผิดปกติ
    สะดุดติดขัด จนไม่สามารถเยียวยาตนเองได้ตามปกติ

   กาย – จิต  สัมพันธ์

  • อาการป่วยนอกจากจิตสำนึกแล้วอาจเกิดจากจิตใต้สำนึก ที่คนป่วยก็อาจไม่รู้ตัวด้วย
  • ไม่ว่าคนไข้จะแสดงอาการป่วยออกมาอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้ปัจจัยทางจิตใจ และอารมณ์คลายตัวลงจนหายป่วยได้
  • การรักษาใจ > สมาธิ > ส่งผลถึงร่างกาย
  • การรักษาร่างกาย > ไทเก็ก > ส่งผลถึงจิตใจ

จุดแห่งพลังชีวิต

  • ตะวันออกเชื่อว่า มีจุดเชื่อมระหว่าง ร่างกายและจิตใจ สุขภาพดีและป่วย
  • จุดเชื่อม = พลัง = ชี่ , ปราณ = พลังชีวิต
  • ให้ความสำคัญไปถึงภาวะที่แม้ไม่เจ็บป่วย แต่รู้สึกไม่ค่อยปกติ
  • เราไม่ได้หายใจเอาเพียงอากาศเข้าไปเท่านั้น แต่ยังสูดเอาพลังงาน จากภายนอกเข้าไปด้วย
  • จุดเชื่อมต่อพลัง ณ ตำแหน่งต่างๆบนร่างกายที่ว่านั้นคือ จุดฝังเข็ม

วิญญาณในใจ

  • ไม่เคยเห็น จึงไม่เชื่อ
  • บางคนเอาจเคยเห็นและเชื่อแล้ว แต่สิ่งนั้นอาจไม่มีอยู่จริง
  • ความเชื่อ เป็นความรู้สึกนึกคิดเฉพาะตัว จะจริงหรือไม่จริง ก็แต่เฉพาะกับคนนั้นเท่านั้น อาจไม่จริงสำหรับคนอื่นก็ได้
  • ต้องแยกระหว่างสิ่งที่เป็นจริง กับสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นจริง
  • วิญญาณ = ความรับรู้ = ประสาทสัมผัส
  • ความฝันนั้นเกิดจากความปรารถนาโดยไม่ใช่เหตุผล เกิดจากใจไม่ใช่ความคิด
  • ประสาทสัมผัสที่หก = ตัวรับคลื่น (ความรู้สึก + จิตใต้สำนึก)

ความคิด อัจฉริยะ หรือปิศาจ?

  • กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ทำโดยจิตใต้สำนึก
  • ความสามารถพิเศษที่ทำได้โดยจิตใต้สำนึกที่ควบคุมไม่ได้ อาจถูกเรียกว่า “พรสวรรค์”
  • เราแทบไม่สามารถแยกได้ว่า ความคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจเป็นความจริงที่เราคิดขึ้น หรือเป็นแค่เพียงการแสดงของจิตใต้สำนึก
  • จิตสำนึกที่ไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่จิตใต้สำนึกรู้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งกันเองได้

   ภาษาของความคิด

  • วิธีคิด หรือ ภาษาทางใจ ทำให้ความเข้าใจของคนเราแตกต่างกัน แม้จะพูดเรื่องเดียวกัน
  • ภาษา เป็นเพียงการเรียนรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ใช่การเรียนรู้เป็นไปเองตามธรรมชาติ
  • ภาษาที่ใช้สื่อความหมาย ยังก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก ทางจิตใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วย
  • จิตใจของเราจะมีภาษาของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับภาษาที่ใช้กันในโลกที่เป็นจริงภายนอกเลย
  • จิตสำนึกของเราตามปกติเหมือนน้ำใส แต่เมื่อมีความคิดปรุงแต่ง(จากจิตใต้สำนึก) โดยไม่รู้ตัว
    ก็เหมือนถูกน้ำสีสันต่างๆ ผสมไปทีละน้อย
  • จิตใต้สำนึกมีภาษาเป็นของตนเองซึ่งอาจขัดแย้งกับจิตสำนึกได้

  “เรื่องเล่า” ภาษาของจิตใต้สำนึก

  • การฟัง/อ่านเรื่องเล่า ทำให้เราสามารถค้นพบคำตอบของตนเองได้
  • จุดประสงค์ของเรื่องเล่า นิทาน ไม่ได้เป็นข้อมูลสำหรับคนภายนอกเท่านั้น
    แต่เพื่อปลุกเร้ากระบวนการทางจิตที่เกิดขึ้นในตัวเราด้วย
  • เรื่องเล่าที่ดีต้องสื่อสารเข้าไปในระดับจิตใต้สำนึกได้ด้วย

   โรคการแสดง

  • การเสแสร้งแกล้งทำ การแสดง ทำให้เราต้องสูญเสียความเรียบง่ายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
  • เมื่อเรารู้อะไรมากเท่าไหร่ ก็จะกลายเป็นว่ารู้อะไร แต่ไม่รู้ว่าอย่างไร เช่น รู้ว่าขับรถแต่ไม่รู้ว่าขับอย่างไร
    เพราะเป็นความรับรู้ของจิตใต้สำนึกไป
  • เรายังเสแสร้งแกล้งแสดงแม้กับตัวเราเอง
  • ปัญหาคือเราแยกไม่ออกระหว่าง ความจริง vs การแสดง

ปัญหา : การออกกำลังใจ

  • ปัญหาหลายอย่าง สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การจัดการกับปัญหาภายนอก
    แต่กลับเป็นเรื่องที่เราต้องหันมาจัดการภายในตัวเราเองมากกว่า (การทำใจ)
  • การทำใจ = การปรับสภาพจิตใจให้มีความสงบมั่งคงพอที่จะมองหาทางแก้ไขปัญหา
  • หลายครั้ง วิธีแก้ปัญหานั่นเองที่มักเป็นตัวการสร้างปัญหาให้เกิดแก่เรา
  • ปัญหาที่เราพบเปรียบเป็นการออกกำลังใจ ฝึกบ่อยๆปัญหาเยอะ เกิดความชำนาญ
  • ปัญหาที่ดูเหมือนไม่มีทางแก้ จริงๆเป็นเพราะเราขาดความชำนาญในการรับมือกับปัญหา
    และการรับมือกับตัวเอง
  • ความหวัง + กำลังใจ = สิ่งสำคัญที่สุดต่อการแก้ปัญหาในทุกรูปแบบ
  • เราไม่อาจมั่นใจว่าเสียงกระซิบเตือนจากภายใน เชื่อได้หรือไม่ เราต้องทำจิตใจให้สงบก่อน
  • ปัญหาที่เราต้องพบเจอนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองปัญหานั้นอย่างไร
  • เรื่องผิดพลาดก็เป็นแค่โอกาสที่จะทำให้ดีกว่าเดิมในครั้งต่อไป

เหนือกว่าสมองสองซีก

  • เราอาจไม่สามารถใช้ตรรกะหรือเหตุผลใดเข้าช่วย เพื่อให้ได้ผลการรับรู้ที่ต้องการ
    แต่เราก็ยังหาคำตอบออกมาได้โดยใช้จินตนาการ
  • ขณะนอน , สะกดจิต สมองซีกขวาจะทำงานมากกว่า
  • จิตใจของคนเรามีความสามารถเกินกว่าขอบเขตของการรับรู้ทางสมองที่มีอยู่เฉพาะร่างกายเรา

วิกลจริต VS รู้แจ้ง

  • จากสมมติฐานที่ว่า สมองซีกซ้าย = จิตสำนึก , สมองซีกขวา = จิตใต้สำนึก
  • ความขัดแย้งของสมอง 2 ซีกอาจเกิดโดย 2 เงื่อนไขคือ
  1. บทดีของซีกซ้าย (เหตุผล) ขัดแย้งกับบทร้ายซีกขวา (อารมณ์)
  2. บทร้ายของซีกซ้าย ขัดแย้งกับบทดีของซีกขวา
  • ผู้ที่สามารถแก้ไขบทร้ายดังกล่าวได้สำเร็จ = กูรู ผู้รู้ ศาสดาของศาสนา
  • คนที่แก้ไขไม่ได้ = คนไข้โรคจิต
  • คนโรคจิตกับผู้รู้แจ้งต่างตกอยู่ในมหาสมุทรเดียวกัน เพียงแต่ผู้รู้แจ้งนั้นแหวกว่าย
    ส่วนผู้ป่วยโรคจิตกลับจมดิ่งลง

“ศิลปะ” การแก้ปัญหาและเยียวยา “จิตป่วย”

  • ความทรงจำคือนักบวชผู้ประกอบพิธีสังหาร “ปัจจุบัน” เซ่นสังเวยอดีตที่ตายไปนานแล้ว
  • ความผิดหวัง เกิดจาก ความคาดหวัง
  • ความคาดหวัง ไม่ใช่ความหวัง เสียทีเดียว
  • ผู้ประสบความทุกข์มี 4 จำพวก
  1. ไม่ทำอะไร แต่หวังผล         > ทุกข์มากสุด
  2. ไม่ทำอะไร ไม่หวังผล        > ทุกข์รองลงมา
  3. ทำด้วย หวังผลด้วย           > ทุกข์น้อยลง
  4. ทำด้วย แต่ไม่หวังผล          > ทุกข์น้อยสุด
  • วู่-เว่ย คือการกระทำโดยไม่กระทำ กระทำโดยไม่หวังผล คิดโดยไม่คิด
  • บางครั้งเราแก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่ยอมรับออกมาตรงๆ ว่านั่นคือปัญหา
  • การสื่อสารกับคนป่วยต้องสื่อสารในระดับจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว
  • คนเราก็เหมือนถุงชา ที่จะรู้จักความเข้ม ในตัวเอง ก็ต่อเมื่อถูกโยนลงไปในน้ำเดือดๆ


Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply