มหัศจรรย์แมกนีเซียม

มหัศจรรย์แมกนีเซียม

Mg เป็นแร่ธาตุสำคัญสุดๆ ของร่างกาย โดยมีอยู่ในเซลล์มากเป็นอันดับสองรองจากโปตัสเซียม (แต่โปตัสเซียมนั้นร่างกายมักได้รับเพียงพอจากอาหารอยู่แล้ว)
พืชก็มี Mg เป็นส่วนประกอบโครงสร้างใจกลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ เปรียบเสมือนแกนหลักแห่งชีวิตของพืช โดยMg เป็นศูนย์กลางของวงแหวนพอร์ฟัยริน (Porphyrin ring) ของคลอโรฟิลล์ ทำนองเดียวกับธาตุเหล็กเป็นศูนย์กลางของวงแหวนพอร์ฟัยริน ของฮีโมโกลบินในคน
ปริมาณทั้งหมดของ Mg ในร่างกายปกติ มีอยู่ประมาณ 20 กรัม หรือมากกว่าธาตุเหล็ก 10 เท่า แต่เบากว่า 5 เท่า
แต่เราไม่สามารถตรวจหาการขาด Mg ได้ เนื่องจาก 60% อยู่ในกระดูกร่วมกับแคลเซียมและฟอสเฟต ฯลฯ อีก 39% อยู่ในเซลล์ เหลือ 1% ในกระแสเลือด จึงทำให้ขาดความตระหนัก ในแร่ธาตุเสบียงสำคัญนี้ไป
3 ใน 4 ของปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดของร่างกาย หรือกว่า 300 ปฏิกิริยาเคมี ต้องอาศัย Mg เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา หรือ Cofactor โดยเฉพาะการผลิตพลังงาน ATP ร่วมกับน้ำย่อย ATPase Mg จึงเปรียบเสมือนน้ำมันเครื่องประจำห้องเครื่อง อันหมายถึง (ไมโตคอนเดรียของเซลล์) คอยทำงานควบคู่กับ CoQ10 อันเปรียบเสมือนช่างเครื่องผู้จุดประกาย…
การคลายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อ ต้องอาศัยและใช้ Mg สิ้นเปลืองไป ซึ่งหากขาด Mg เซลล์ที่หดตัวได้อาจค้างคาในท่ากล้ามเนื้อหด เพราะคลายตัวไม่ได้ ซึ่งหากเป็นกับกล้ามเนื้อหัวใจ
ผลที่พบคือหัวใจหยุดเต้นในท่าหดตัว (Cardiac contraction)…(ตาย)
เมื่อใดที่ร่างกาย หรือเซลล์ที่ต้องใช้ Mg ทำงาน แต่มีไม่เพียงพอ มันจะดึง Mg ออกมาจากกระดูก เพื่อใช้กับงานจำเป็นเร่งด่วนไปก่อน ผลก็คือ เหลือแต่แคลเซียมกับฟอสเฟต จับตัวกันที่กระดูก ทำให้ไม่แข็งแกร่ง (Mg เป็นตัวเสริมความแข็งแกร่ง ดังเช่น ล้อแมกซ์รถยนต์ ซึ่งเบาแต่แข็งมาก) ดังนั้น กรณีที่กระดูดขาด Mg ผลตามมาคือกระดูกพรุน หรือเปราะ ถูกกระทบนิดหน่อยก็หักได้ง่าย ดังที่เราพบผู้สูงอายุกระดูกหักโดยเฉพาะที่คอ กระดูกต้นขา
ปริมาณปกติของ Mg ที่ร่างกายต้องการต่อวัน คือ 6 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ในสัดส่วน Mg ต่อ แคลเซียม = 1 : 2 หรือหากได้รับ = 1 : 1 ก็ยิ่งดี โดยพบว่าการได้ Mg เกินต้องการ ไม่เกิดพิษภัยร้ายแรง (ยกเว้นผู้ที่ไตเสียหรือตั้งใจกินฆ่าตัวตาย) แต่หากได้แคลเซียมมากโดยขาด Mg ร่วม จะเกิดผลเสียมากมาย อาทิ การเกิดหินปูนเกาะที่อวัยวะต่างๆ ที่เรียก Calcification เช่น นิ่วในไต, ลิ้นหัวใจที่มีแคลเซียมเกาะ ทำให้ปิดไม่สนิท หัวใจจะบวมโตเพราะทำงานหนัก เกาะที่เส้นเลือดส่งผลให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ เกิดความดันโลหิตสูง
สภาวะแคลเซียมเกาะ(Calcification)ที่น่ากลัว คือ ไปเกาะที่ไมโตคอนเดรีย เนื่องจาก Mg ถูกไล่หรือลดน้อยในเซลล์ ทำให้ไมโตคอนเดรียหยุดทำงาน
พบว่า ม้า วัว เมื่อกินหญ้าที่นิยมใส่ปุ๋ยแอมโมเนีย (ซึ่งขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุ Mg, สังกะสีและทองแดง) จะเกิดอาการขาสั่นเกร็งได้ง่าย โดยจะมีอาการทุเลาเมื่อได้ Mg
แม้แต่หมูและวัว ที่เครียดตายง่ายจากการขนส่ง ก็พบว่า สามารถป้องกันได้จากการให้ Mg ก่อนเดินทาง มีการทดลองในไก่ เนื้อ ที่มักตายช่วงขนส่ง เมื่อเสริม Mg ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
ในหญิงตั้งครรภ์ หากได้ Mg จากอาหารประจำวันไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึง Mg จากกระดูก ไปให้ทารกสร้างกระดูกและใช้ในกิจกรรมของไมโตคอนเดรีย เป็นผลให้กระดูกเปราะบาง ที่สำคัญ คือ อาการจะรุนแรงในช่วงคลอด เนื่องจากมีความเครียด, กลัว, เจ็บ เข้าเสริมการใช้จ่าย Mg คนที่ขาดรุนแรงจนส่ออาการครรภ์เป็นพิษ (บวม ความดันสูง มีโปรตีนในปัสสาวะ) ต้องรีบฉีด Mg เพื่อสกัดกั้นอาการชักในช่วงภาวะวิกฤติ ซึ่งร่างกายดึง Mg จากกระดูกมาไม่ทันเสียแล้ว
ขณะออกกำลังจะมี Catecholamine อันเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด หลั่งออกมา ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว (ใช้แคลเซียม) ต่อเมื่อคลายตัวก็ต้องใช้ Mg ช่วย สลับกันไป อีกทั้งมีการสูญเสีย Mg ไปกับหยาดเหงื่อ ซึ่งหากขาด Mg มาก อาจพบอาการตะคริวในลักษณะที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง ไม่คลายตัว ซึ่งต้องแยกจากอาการชักจากขาดแคลเซียม ตะคริวจากขาด Mg นอกจากนวดคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง พักรอให้ Mg ไหลจากกระดูกมาเสริมแล้ว การได้ Mg เพิ่มเป็นสิ่งจำเป็น
หากขาดมากๆ จนกระทบกล้ามเนื้อหัวใจ ผลก็คือ หยุดคลายตัว(ตาย)
นักกีฬาที่แกร่ง อึด จึงต้องไม่ขาด Mg
ความลับทางเวชศาสตร์การกีฬาของต่างประเทศ คือ ให้นักกีฬาจิบ ดื่มน้ำ Mg ไว้ตลอดระยะเวลาแข่งขัน ไม่ใช่น้ำเปล่า และไม่ใช่วิธีกินเผื่อ หรือดื่มครั้งละมากๆ เพราะดูดซึม / นำมาใช้ไม่ทัน
Mg เป็นตัวเร่งเอนไซม์ในการสังเคราะห์เลซิติน ซึ่งช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ไปกวาดล้างไขมันเลว (LDL) พากลับไปที่ตับ จึงเป็นปัจจัยหนึ่ง ในการช่วยปกป้องภาวะแข็งตีบตันของหลอดเลือด ปกป้องโรคลมปัจจุบัน ที่เรียก Stroke หรือ CVA- เส้นเลือดตีบหรือแตกกระทันหัน ซึ่งมักตามด้วยอัมพฤกษ์, อัมพาต หรือ หัวใจวาย
Mg ลดอ้วนโดยทำให้ไขมันในลำไส้เล็กแตกตัวคล้ายฟองสบู่ จากสภาวะด่าง ทำให้การดูดซึมลดลง แล้วถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ ขณะเดียวกับที่ Mg ร่วมเสริมสร้างเลซิทิน อันเป็นสารช่วยลดไขมัน
Mg ทำงานร่วมกับโครเมียม ลดอาการดื้ออินซูลินของเซลล์ ช่วยให้การลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ดีขึ้น เป็นการบำบัดอาการเบาหวาน สมาคมเบาหวานแห่งสหรัฐ แนะนำว่าผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด Mg ต่ำ ควรได้ Mg ให้เพียงพออยู่เสมอ
Mg ร่วมกับ B6 ผลิตซีโรโทนิน อันเป็นสารตั้งต้นของเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยคลายเครียดทำให้หลับสบาย เส้นเลือดยืดหยุ่นขยายตัวดี ก็คือ ไปช่วยลดความดัน บรรเทาการปวดศีรษะต่างๆ ได้
Mg ยังมีบทบาทลดความดันโลหิต จากฤทธิ์ช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดและหัวใจ
ขณะที่การพร่อง Mg ส่งเสริมภาวะกรด ทำให้เกิดการพอก…อุดตัน…ตีบแข็งของหลอดเลือด…ผนังขาดความยืดหยุ่น ผลลัพธ์ คือ ความดันสูง
ภาวะเครียด หดหู่ ซึมเศร้า อ่อนเพลียเรื้อรัง นอกจากเหตุของการขาดน้ำมันปลาแล้ว Mg ก็มีส่วนช่วยได้มาก
การดื่มน้ำอัดลมที่มีสภาวะกรดสูง กรดฟอสฟอริค จะทำปฎิกิริยากับ Mg ที่มีในลำใส้ ทำให้ตกตะกอน Mg ส่วนที่เหลือก็ไม่ดูดซึม pH 2.4 ของกรดยังต้องใช้ Mg มาสะเทินให้เป็นกลาง ส่งเสริมสภาวะการขาด Mg ผลคือสมาธิสั้น ยกพวกตีกัน
บทบาทเด่นในฐานะแร่ธาตุต้านความเครียด ยังเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงมีรอบเดือน คือ บรรเทาอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อของหลอดเลือด สมองและเนื้อกล้าม สาเหตุหนึ่งของอาการปวดประจำเดือน
ไมเกรน ก็ได้อานิสงค์จากกลไกนี้ของ Mg ด้วยขณะปวดมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อมาก จึงต้องอาศัย Mg ช่วยคลายตัว
ในโรคหืด ภูมิแพ้ Mg ก็มีบทบาทสำคัญต่อการลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม ทำให้คลายตัวได้ดี ® ขยายช่องหลอดลม บรรเทาความรุนแรงของหืดหอบ
กรณีฟันผุ พบว่า Mg ที่ถดถอย เช่นที่มวลสารของฟัน เมื่อ Mg ถูกดึงออก แคลเซียมกับฟอสเฟตจับตัวหลวม ส่งผลให้ฟันไม่แข็งแกร่ง เกิดเปราะแตกหักง่าย
ภาวะกระดูกพรุน เปราะ แคลเซียมเกาะ อาจเนื่องจากสัดส่วน Mg ต่อ Ca มีน้อยเกินไป (คือมีแคลเซียมสูงไป Mg ต่ำไป)
การรักษาโรคหัวใจขาดเลือด ในผู้สูงอายุด้วยการให้ Mg ซัลเฟต จะได้ผลกว่าการใช้ยาละลายลิ่มเลือด และปลอดภัยกว่า
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ ก็มีการขาด Mg เป็นปัจจัยร่วม
Mg มีฤทธิ์เป็นด่าง จึงช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากกรดสะสมในร่างกาย เช่น มะเร็ง, ข้ออักเสบ, เก๊าท์, โรคไต, โรคหัวใจ & หลอดเลือด ร่างกายต้องการสภาพ pH เป็นกลาง คือ 7.4 ซึ่งเอื้อต่อการคงสภาพของ Mg
การขาด Mg ยังเป็นปัจจัยเสริมความรุนแรงของรูมาตอยด์
แม้กระทั่งความแก่ชรา(Aging) เร็วช้าก็เกี่ยวพันกับภาวะขาด Mg อย่างช่วยไม่ได้ ก็บทบาทกว่า 300 ปฏิกิริยาเคมี ที่ใช้ Mg เป็นตัวเร่ง หากไม่มีเสบียงใช้ เซลล์ย่อมตายก่อนอายุขัย
ยังพบ โดยบังเอิญว่า Mg ช่วยบรรเทาอาการ
หูตึง และ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ได้ดีด้วย
อาหารส่วนใหญ่ ไม่ว่าโปรตีน (กรดอมิโน) ไขมัน (กรดไขมัน) ล้วนมีสภาวะกรด แม้แต่แป้ง ก็เป็นกรดต่างๆ เช่น กรดแลคติก ดังนั้นน้ำดื่มควรต้องมีสภาวะด่างเท่านั้น จึงจะประคอง pH 7.4 ของร่างกายไว้ได้ คนไข้หนักยิ่งต้องการ Mg สูงกว่าปกติ ลองสังเกตกลิ่นลมหายใจของผู้ป่วยในห้องวิกฤติ (ICU) จะพบว่าคล้ายกลิ่นกรดน้ำส้มอ่อนๆ
ภาวะที่สูญเสีย Mg คือ เมื่อออกกำลัง Mg จะออกไปกับเหงื่อ, ภาวะเครียด, การใช้ยาขับปัสสาวะ, ยาปฏิชีวนะ รวมทั้งยาต้านมะเร็ง
อาหารไขมันสูง, มีแคลเซียม, ฟอสเฟตสูง, แอลกอฮอล์ ก็ลดการดูดซึมของ Mg
ความร้อนจากการปรุงอาหารทำลาย Mg ที่มีอยู่ไปครึ่งหนึ่ง
รวมทั้งภาวะกรดก็ขับไล่ Mg เช่น น้ำโคลา มี pH 2.5 การรับประทานอาหารร่วมกับน้ำโคลา กรดฟอสฟอริกในเครื่องดื่มจะเปลี่ยนสภาพ Mg ในอาหาร เป็นเกลือ Mg ฟอสเฟต ตกตะกอนไม่ดูดซึม
น้ำตาลทรายที่ขัดขาว สูญเสีย Mg ไปถึง 99%
สัดส่วนแคลเซียมกับ Mg

นมมีสัดส่วนแคลเซียม : Mg สูงมากเกินไป หรือมี Mg น้อยไป จึงส่งเสริมสภาวะแคลเซียมเกาะอวัยวะต่างๆได้ หากเสริม Mg จากแหล่งอื่นไม่เพียงพอ
มีการศึกษาเปรียบเทียบในประเทศฟินแลนด์
อิตาลี และญี่ปุ่น ถึงอัตราการได้รับสารแคลเซียมต่อ
Mg ของผู้คนในแต่ละประเทศแล้ว พบอัตราตายจาก
โรคหัวใจ หลอดเลือดรุนแรงต่างกันตั้งแต่ 5 ถึง15 เท่าตัว

อัตราการกิน Ca : Mg
ฟินแลนด์. 4.5 : 1
อิตาลี. 2.2 : 1
ญี่ปุ่น. 1.2 : 1

อัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
ฟินแลนด์15 : อิตาลี5 : ญี่ปุ่น1

ประเทศที่มีอัตราส่วน Ca สูง หรือ Mg ต่ำกว่า จะมีอัตราตายของประชากรมากกว่าหลายเท่าตัว
ดูเหมือนว่ารายงานนี้จะยกความดีความชอบให้ Mg แต่ผู้เดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีปัจจัยร่วมของโรคหัวใจหลอดเลือดอีกมากหลาย เช่น ระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือด ปริมาณโอเมก้า3 ที่แต่ละคนได้รับ อาหารจำพวก low – high glycemic ในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Mg ก็มีบทบาท หรือเป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญ การเสริมแคลเซียมจึงต้องคำนึงถึง Mg ใน อัตราที่ Ca ต่อ Mg ไม่เกิน 2:1

* มีการมอบรางวัลโนเบลแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นคว้าวิจัยในความลับของ Mg ถึง 2 ครั้ง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
* ความรู้เกี่ยวกับ Mg จึงถือเป็นเรื่องใหม่ของชาวบ้าน ส่วนที่วงการยาไม่ฮือฮา เขาว่าน่าจะเป็นเพราะสร้างมูลค่าจาก Mg ได้ยาก
* เมล็ดทานตะวัน และเมล็ดฟักทองล้วนมี Mg สูง นอกเหนือจากผักใบเขียว ลูกพรุน ถั่วเหลือง กล้วย น้ำแร่ อาหารเสริม, ในเมล็ดทานตะวันมี Mg »200 มก/ซองขนาด 50 กรัม, เมล็ดฟักทองมี Mg »135 มก./50 กรัม)
* หากเคี้ยวไม่ไหว อาจต้องเสริม Mg พบว่าแมกนีเซียมที่ละลายในน้ำดื่ม จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า Mg ที่อัดเป็นเม็ด
* ที่ดีกว่านั้น คือ Mg ไม่มีอันตราย ยกเว้นเจตนาฆ่าตัวตาย เพราะซองขนาด 350 มก. เทผสมในน้ำสะอาด 1-2 ลิตร ใช้ดื่มแทนน้ำดื่มตลอดวัน ดื่มอย่างไรก็อยู่ในเกณฑ์ RDI คือ วันละ 6 มก.ต่อนน.ตัว 1 กก.
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่า การกิน Mg มากเกิน ดีกว่ากินน้อยไปด้วยซ้ำ

Q : อยากได้แมกนีเซียม เพราะชอบดื่มนมประจำ กลัวเกิดแคลเซียมเกาะ เนื่องจากทราบว่านมมีอัตราส่วนแคลเซียมสูงเกินไป แต่พอใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำนมก็เกิดตะกอนวุ้นๆ ดื่มไม่ได้
A : ห้ามผสมแมกนีเซียมกับนมครับ เพราะจะเกิดการจับตัว (curd) เป็นวุ้น วิธีดื่มแมกนีเซียมที่ถูกต้องคือ ใช้แบบละลายน้ำ เช่น แมกนีเซียมไพโดเลต ผสมน้ำขนาด 1.5 – 2 ลิตร ดื่มแทนน้ำดื่มได้ตลอดวัน ส่วนขนาดที่ใช้นั้นก็คำนวณจากสูตร วันละ 6 มก. ต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว แต่ส่วนใหญ่ คนละ 250 มก.ต่อวันก็น่าจะเพียงพอ มากไปหน่อยก็ไม่อันตราย (หากไตทำงานได้ปกติอยู่)

เรียบเรียงโดย : นพ.นิวัฒน์ ศิตลักษ์
เอกสารอ้างอิง:
มหัศจรรย์แมกนีเซียม : ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน ISBN 974-92340-5-7

Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Skip to toolbar