โรคต้อกระจก

โรคต้อกระจก

เมื่อคนเริ่มจะสูงอายุก็จะเริ่มเกิดการเสื่อมขึ้นตามอวัยวะต่าง เช่นข้อเสื่อม หากเกิดที่สมองก็เกิดสมองเสื่อม เกิดที่หูก็หูตึง เกิดที่ระบบสืบพันธ์ก็เกิดกามตายด้าน หากเกิดที่ตาโดยเฉพาะเลนส์แก้วตาเรียกต้อกระจก

แก้วตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่หลังม่านตา ทำหน้าที่ร่วมกับ กระจกตา ในการหักเหแสงุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา จึงทำให้เกิดการมองเห็น

ต้อกระจกหรือที่เรียกว่า Cataract เกิดจากเลนส์แก้วตาเสื่อม ทำให้เลนส์แก้วตาขุ่นมัวทำให้มองไม่ชัด อ่านหนังสือไม่ชัด แก้วตาที่ขุ่นลงนี้ ส่งผลให้กำลังหักเหของแสงผิดไป ตลอดจนขัดขวางไม่ให้แสงเข้าตา ผู้นั้นจึงมองภาพเห็นภาพไม่ชัด นั่นคือโรคที่เรียกกันว่า “ต้อกระจก”

ต้อกระจก

ปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคต้อกระจก

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ อายุพบว่าผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปีจะมีต้อกระจกอยู่แล้วบางส่วน มักพบแก้วตาขุ่นเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นต้อกระจกระยะต้นๆ อาจพบจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่จากวัยสูงอายุ เช่น

  • โรคเบาหวาน
  • ประวัติครอบครัวเป็นต้อกระจก
  • เคยได้รับอุบัติเหตุที่ตา
  • การใช้ยาบางชนิดเช่น steroid
  • ติดสุรา
  • เจอแสงแดดมาก
  • ต้องสัมผัสรังสีปริมาณมาก
  • สูบบุหรี่
  • เด็กที่ขาดอาหาร
  • เลนส์ตาได้รับการกระทบกระเทืนอย่างแรง เช่นถูกกระแทก
  • การใช้ยา steroid เพื่อรักษาโรค

 

การคัดกรอง

  • อายุ 40-65 ปีให้ตรวจตาทุก 2-4 ปี
  • อายุมากกว่า 65 ปี ให้ตรวจทุก 1-2 ปี
  • ตรวจตาเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง

 

การรักษา

การรักษาขึ้นกับสภาพของต้อกระจกกล่าวคือ

  • ต้อที่เพิ่งจะเริ่มเป็นและเป็นไม่มาก ต้องรอให้ต้อสุกเสียก่อน ระหว่างนี้ก็ให้ตรวจตาตามแพทย์นัด
  • ต้อที่แก่หรือสุกก็ผ่าตัดซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบร้อน หากเตรียมตัวพร้อมก็ผ่าตัด
  • ต้ที่สุกและเริ่มมีโรคแทรกซ้อนให้ทำการผ่าตัด

 

การรักษาโรคต้อกระจก

การรักษาด้วยยา : ตอนนี้มียาหยอดที่ใช้หลายยี่ห้อครับ โดยมากจะเคลมว่า สามารถทำให้เลนส์ ที่ขุ่นใสขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้การขุ่นที่ค่อยๆมากขึ้นนั้น ขุ่นช้าลงกว่าเดิมครับ เท่าที่ลองๆ ใช้กันดู ปรากฏว่ายาบางตัวก็ได้ผลจริงอย่างที่เค้าโฆษณา คือ ในผู้ป่วยบางคนมองเห็นได้ชัด ขึ้นจริง  อ่านตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กลงได้มากกว่าก่อนใช้ยา แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ถ้าเป็นมาก เลนส์ขุ่นมากแล้ว มักใช้ในกรณีที่เริ่มเป็นน้อยๆมากกว่า โดยมักจะต้องหยอดยากัน วันละสามสี่ครั้งเป็นเวลาหลายๆเดือน ผู้ใช้ยาบางท่านเข้าใจผิดว่า หยอดแค่สองสามอาทิตย์แล้ว จะเห็นชัดดีเลย เหมือนกับการกินยา แก้หวัด หรือโรคปวดหัว ตัวร้อนทั่วไป ซึ่งก็คงต้องอธิบายกัน ตรงนี้ว่า ยานี้เห็นผลช้ามากครับ และในบางคน ถึงหยอดไปก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นชัดขึ้นเลย

การรักษาด้วยการผ่าตัด

Couching
เป็นวิธีโบราณที่ไม่มีใครทำกันแล้ว (อินเดียทำกันมาหลายร้อยปี) จะใช้วิธีเอาเข็มจิ้ม เข้าไปในตาผ่านบริเวณตาขาวเพื่อเขี่ยให้เลนส์ที่ขุ่นหลุดร่วงจาก ตำแหน่งเดิมลงไปใน ช่องลูกตาด้านหลัง ซึ่งคนไข้จะเห็นชัดขึ้นไม่มากนัก และต้องใช้แว่นที่มีเลนส์อันเท่า ขนมครก เพื่อรวมแสงให้ได้โฟกัสแทนเลนส์ที่หลุดออกไป วิธีนี้มีโรคแทรกซ้อนได้เยอะแยะ ปัจจุบันวิธีนี้ยังพบได้ตามบ้านนอกบ้างเหมือนกัน

Intracapsular cataract extraction with/without intraocular lens implantation
อันนี้นิยมกันในแพทย์แผนปัจจุบันเมื่อกว่าสิบปีก่อน คือการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา และดึงเอาเลนส์ออกมาทั้งอัน แล้วค่อยใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทน หรือไม่ใส่ก็ได้ แล้วเย็บปิดแผล ซึ่งจะลดโรคแทรกซ้อนอันเกิดจากเลนส์ที่คงค้างอยู่ในกรรมวิธี couching ไปได้ แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงเยอะอยู่ ปัจจุบันแทบไม่มีใครทำ ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายเช่น ผู้ป่วยที่เยื่อยึดเลนส์หย่อน หรือฉีกขาด หรือผู้ได้รับอุบัติเหตุกระทบกระแทกที่ตาอย่างรุนแรงเท่านั้น

Extracapsular cataract extraction with/without intraocular lens implantation นิยมกันในปัจจุบัน เป็นการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา เจาะถุงหุ้มเลนส์เอาเลนส์ที่ขุ่นออกทั้งอัน โดยเหลือถุงหุ้มเลนส์เอาไว้ และใส่เลนส์เทียมเข้าไปในถุงหุ้มเลนส์นั้น แล้วจึงเย็บปิดแผล ซึ่งจะปลอดภัยในระหว่างการผ่าตัดมากกว่า และมีโรคแทรกซ้อนในภายหลังน้อยกว่ามาก ปัจจุบันนิยมทำวิธีนี้ ในรายที่เลนส์แข็งๆขุ่นๆครับ แต่แนวโน้มก็ลดลงเรื่อยๆแล้ว

Phacoemulsification and aspiration with/without intraocular lens implantation วิธีนี้กำลังนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน เป็นการผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็กกว่า แผลที่ผ่าตัดเข้าในตาอาจมีขนาดไม่ถึงครึ่งเซ็นต์ และจะเจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า แล้วใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวสลายเนื้อเลนส์ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยดูดออกมาในภายหลัง (วิธีอื่นๆ เป็นการผ่าตัดเอาเลนส์ออกมาเป็นชิ้นใหญ่ ชิ้นเดียว ขนาดของแผลจึงกว้างกว่าวิธีนี้มาก) จากนั้นจึงใส่เลนส์เทียม และอาจจะ เย็บปิดแผลหรือไม่เย็บก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล วิธีนี้ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก และกำลังนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆครับ ปัจจุบันทำกันอย่างแพร่หลายตามโรงพยาบาลศูนย์ และโรคพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเครื่องมือ (โรงพยาบาลขนาดเล็ก รวมถึงโรงพยาบาล ประจำจังหวัดหลายๆแห่งยังไม่มีเครื่องมือนี้ใช้ แต่ในจังหวัดใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพ คงมีเป็นสิบๆ)

 

การดูแลหลังการผ่าตัดโรคต้อกระจก

หลังจากเอาเลนส์ออกแล้วแพทย์ก็จะใส่แก้วตาเทียมเข้าแทนที่อันเดิม หลังผ่าตัดอาจจะมีอาการระคายเคืองตา อาจจะต้องใส่เครื่องป้องกันการขยี้ตา 1-2 วัน หลังผ่าตัก 1 วันก็จะเห็นชัดขึ้นแต่จะชัดที่สุดคือหลังผ่า 4 สัปดาห์และมีความจำเป็นต้องสวมแว่นตา หลังผ่าตัดจะต้องดูแลกันเป็นพิเศษดังคำแนะนำตามนี้ครับ

  1. การอาบน้ำ อาบน้ำได้ตามปกติ  หลีกเลี่ยงการก้มหน้ามากๆ  และระวังน้ำกระเด็นเข้าตาข้างที่ผ่าตัด
  2. การทำความสะอาดใบหน้า ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดให้ทั่วหน้า ยกเว้นบริเวณที่ครอบตา ห้ามล้างหน้านาน
  3. การแปรงฟัน แปรงฟันได้ตามปกติ  ระวังอย่าให้เกิดอาการขย้อน
  4. การสระผม ควรนอนหงายให้ผู้อื่นสระและสระเบาๆ  อย่าให้น้ำกระเด็นเข้าตา
  5. การรับประทานอาหาร รับประทานได้ตามปกติ
  6. สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง มีดังนี้ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้สายตาข้างเดียว เช่น ก้าวขึ้นหรือลงบันได  ขับรถ  ของมีคน  เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น
    • การเบ่งอุจจาระเพราะจะทำให้แรงดันขึ้นบริเวณศีรษะ  ทำให้ปวดตาและเลือดออกในตาได้
    • การไอ จามแรงๆ ถ้าจำเป็นให้อ้าปากกว้างๆ
    • การทำงานหรือยกของหนัก  ที่กระเทือนถึงตาได้
    • ก้มหน้าต่ำกว่าเอวหรือสะบัดหน้าแรงๆ
    • ควันหรือฝุ่นอาจฟุ้งกระจายเข้าตา  ทำให้ตาอักเสบ เช่น การทำอาหาร กวาดบ้าน หรือการสลัดผ้า เป็นต้น
    • การออกกำลังกายทุกประเภทที่ต้องออกแรงมากๆ เช่น กระโดด เล่นโยคะ การยกน้ำหนัก เป็นต้น
    • การเล่นกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยง เพราะอาจเผลอโดนตาที่ทำผ่าตัด
  7. การดูแลตาข้างที่ทำผ่าตัดมาพบแพทย์ทุกครั้งที่แพทย์นัด
    • เช็ดตาอย่างน้อยวันละครั้งตอนเช้า  และถ้ามีอาการคันหรือเคืองตาให้เช็ดตาซ้ำได้  ขณะเช็ดห้ามใช้แรงกดบริเวณรอบดวงตา
    • หยอดตา ป้ายตา และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
    • ควรปิดตาและครอบตาไว้จนกว่าแพทย์จะอนุญาตให้เอาออกได้  ที่สำคัญตอนกลางคืนก่อนนอนควรเปลี่ยนพลาสเตอร์ที่ติดครอบตาใหม่  เพื่อให้ติดแน่นยิ่งขึ้น
    • ใช้สายตาอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ได้ตามปกติ แต่ไม่ควรติดต่อกันเป็นเวลานาน
    • ห้ามขยี้ตาข้างที่ผ่าตัด  เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อและแผลอาจฉีกขาดได้
    • ห้ามนอนคว่ำหน้า ในช่วง 4 สัปดาห์หลังผ่าตัดต้อกระจก เพราะอาจทำให้ที่ครอบตาและผ้าปิดตาไปครูดกับกระจกตา ทำให้ตาเป็นแผล
  8. อาการที่ควรมาพบแพทย์ทันที หรือมาก่อนแพทย์นัด มีดังนี้
    • มีอาการปวดตามากตลอดเวลา  กินยาแก้ปวดแล้วไม่ทุเลา  ตาแดง  ขี้ตามากผิดปกติ  หนังตาบวมแดงมากขึ้น หรือตามัวลง
    • มองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือเหมือนมีอะไรบางอย่างลอยไปมาในตา

 

 

 

 

คุณประโยชน์ของลูทีนและซีแซนทีนต่อดวงตา


ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารธรรมชาติที่มีในพืชผักผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ และพบได้ในบริเวณดวงตาตรงบริเวณเลนส์ตาและจอรับภาพของตาในธรรมชาติแล้ว แม้จะมีแคโรทีนอยด์มากกว่า  600 ชนิด แต่มีเพียงสาร 2 ชนิดนี้เท่านั้นที่พบในจุดรับภาพของจอตา สารทั้งสองชนิดนี้จะทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงทำหน้าที่บำรุงตา ทำให้จอตาไม่เสื่อมเร็ว พืชผักที่มีสารลูทีนและซีแซนทีน โดยมากมักจะเป็นผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ข้าวโพด แครอท ฟักทอง ผักกาด ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขมฯ การบริโภคพืชผักที่มีลูทีนและซีแซนทีน หรือแม้แต่อาหารสุขภาพที่มีสารสำคัญนี้มีประโยชน์ในโรคหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญคือ โรคต้อกระจก และโรคจุดรับภาพเสื่อม

โรคต้อกระจก
คือภาวะที่กระจกตาหรือเลนส์ตาขุ่น ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปในตาได้ ตามปกติต้อกระจกไม่ใช่โรคติดต่อ ต้อกระจกจะค่อยๆ ขุ่นไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นปีๆ และสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด

โรคจุดรับภาพเสื่อม
เกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ (Macular) ซึ่งเป็นกลางจอตา (Retina) ทำให้การมองเห็นภาพเบลอบิดเบี้ยว บางครั้งอาจรุนแรงขนาดเห็นจุดดำมาบังภาพอยู่ตลอดเวลา

ลูทีนและซีแซนทีนกับโรคต้อกระจก
กลไลของลูทีนและซีแซนทีน สามารถลด ป้องกัน หรือชะลอการเกิดต้อกระจกได้นั้น เป็นเพราะลดกลไกการเกิดความเสื่อมของโรคต้อกระจกโดยตรง (อ้างอิงที่ 1) และการที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (อ้างอิงที่ 2, 3) เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดต้อกระจก (อ้างอิงที่ 4) มีการวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุ ต่างๆ พบว่ากลุ่มที่มีระดับของลูทีนและซีแซนทีนในกระแสเลือดสูงจะมีความขุ่นของเลนส์ตาน้อยกว่า ซึ่งเป็นการวิจัยของจักษุแพทย์และผู้วิจัยสรุปว่า ลูทีนและซีแซนทีน น่าจะลดการเกิดความเสื่อมของเลนส์ตาในผู้สูงอายุได้จริง (อ้างอิงที่ 5) ยังมีการวิจัยว่าการรับประทานลูทีนในปริมาณสูงเพิ่มความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกไปแล้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่มีการออกแบบแผนการวิจัยมาอย่างดี และทำการทดลองเป็นเวลานานถึงสองปี (อ้างอิงที่ 6)

การวิจัยที่ Harvard  School of Public Health, Boston ในผู้ชาย 36,644 คน ที่ได้รับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมเป็นลูทีนและซีแซนทีน จะลดความเสื่อมของโรคต้อกระจกถึง 19% (อ้างอิงที่ 7) และที่ University of Massachusetts ทำวิจัยในสุภาพสตรีถึง 50,461 คนพบว่า ลูทีนและซีแซนทีน จะลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกถึง 22% (อ้างอิงที่ 8) การวิจัยที่ University of  Wisconsin  Madison Medical School ในผู้สูงอายุ 43-48 ปี จำนวน 1,354 คน พบว่าช่วยลดอุบัติการณ์ของต้อกระจกที่เกิดตรงกลางเลนส์ (Nuclear Cataracts) ได้ถึง 50% (อ้างอิงที่ 9) จากการวิจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นที่ยอมรับว่า ลูทีนและซีแซนทีนลดอุบัติการณ์โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุได้จริง

ลูทีนและซีแซนทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม
นอกจากลูทีนและซีแซนทีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าถ้าปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม (อ้างอิงที่ 10) และความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น (อ้างอิงที่ 11, 12) แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

วิตามิน เอ
วิตามิน เอ มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ที่สำคัญ คือ ช่วยในการมองเห็น (อ้างอิงที่ 13)  โดยไปร่วมใช้ ในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามิน เอ อย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้

เอกสารอ้างอิง :
1. The body of evidence to support a protective role for lutein and zeaxanthin in delaying chronic
disease. Overview. J Nutr. 2002 Mar;132(3):518S-524S
2. Antioxidant and prooxidant properties of carotenoids. Arch Biochem Biophys. 2001 Jan 1;385(1):20-7
3. Biochim. Biophys. Acta 199;1068:68-72
4. Ocular photosensitization. Photochem Photobiol. 1987 Dec;46(6):1051-5
5. Lens aging in relation to nutritional determinants and possible risk factors for age-related cataract.
Arch Ophthalmol. 2002 Dec;120(12):1732-7
6. Lutein, but not alpha-tocopherol, supplementation improves visual function in patients with
age-related cataracts: a 2-y double-blind, placebo-controlled pilot study. Nutrition. 2003 Jan;19(1):21-4
7. A prospective study of carotenoid intake and risk of cataract extraction in US men. Am J Clin Nutr.
1999 Oct;70(4):517-24
8. A prospective study of carotenoid and vitamin A intakes and risk of cataract extraction in US women.
Am J Clin Nutr. 1999 Oct;70(4):509-16
9. Antioxidant intake and risk of incident age-related nuclear cataracts in the Beaver Dam Eye Study.
Am J Epidemiol. 1999 May 1;149(9):801-9
10. The macular pigment: a possible role in protection from age-related macular degeneration.
Adv Pharmacol. 1997;38:537-56
11. Antioxidant status and neovascular age-related macular degeneration. Eye Disease Case-Control
Study Group. Arch Ophthalmol. 1993 Jan;111(1):104-9
12. Dietary carotenoids, vitamins A, C, and E, and advanced age-related macular degeneration.
Eye Disease Case-Control Study Group. JAMA. 1994 Nov 9;272(18):1413-20
13. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร http://newsser.fda.moph.go.th/food/file/Laws/Announcement%20of%20the%20Food%20and%20Drug
%20Administration/Nutrition_Claim(11-08-51).pdf

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.giffarinethailand.com
www.thaiclinic.com/cataract.html

Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Skip to toolbar